Showing posts with label SEO. Show all posts
Showing posts with label SEO. Show all posts

Sunday, June 1, 2008

วิธีใช้งาน Module ต่างๆใน Squidoo - Thaiblog

วิธีติดตั้ง Module ใน Squidoo

1. ให้เพื่อนๆ login เข้าไปที่หน้า Lensmaster Workshop ของ Lens

2. เมื่อเข้ามาที่หน้า Lensmaster Workshop แล้ว ให้เพื่อนๆคลิกปุ่ม Add Modules เพื่อเข้าสู่หน้าเลือกติดตั้ง module

3. ในหน้า Add Modules เพื่อนๆจะพบกับรายชื่อ module ต่างๆ ที่แยกไปตามหมวด (แท็บ) โดยแต่ละแท็บมีความหมาย ดังนี้

Starter Package — เป็นกลุ่ม module ที่เหมาะกับผู้เริ่มต้น โดยจะมี module ที่จำเป็นต้องใช้อยู่มากมาย

Add Unique Content — เป็นกลุ่ม module ประเภทที่มีเนื้อหาที่ไม่ซ้ำใคร (unique content) โดย module ในกลุ่มนี้ ส่วนมากจะบังคับให้เราต้องเป็นคนเขียนเนื้อหาลงไปเอง เช่น เขียน review สินค้าจาก Amazon เป็นต้น ข้อดีของการใช้ module ในกลุ่มนี้คือ การติดอันดับที่ดีกว่าของ Lens ใน search engine ครับ (ติดอันดับดีกว่าการใช้บทความของคนอื่น)

Interact — เป็นกลุ่ม module ประเภทใช้โต้ตอบกับผู้เข้าชม Lens ของเรา เช่น module สำหรับให้ผู้เข้าชมโหวตรูปหรือวีดีโอที่เราเอามาติดใน Lens เป็นต้น

Sell Stuff — อันนี้ก็ตามชื่อเลยครับ คือกลุ่ม module สำหรับแสดงสินค้าจากผู้ส่งออกรายต่างๆ เช่น Amazon, eBay หรือ CafePress โดยเราไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกกับผู้ส่งออกเหล่านี้ก่อน เพราะ Squidoo จะใส่ id กลางของ squidoo ไว้ให้โดยอัตโนมัติ เมื่อมีผู้ซื้อสินค้า เราก็จะได้ค่าตอบแทนที่ Squidoo แบ่งมาให้ครับ

Widgets — คือกลุ่ม module ที่มีความจำเป็นน้อยที่สุด นั่นก็คือกลุ่ม module สำหรับใช้สร้างสีสันให้ Lens ของเรานั่นเอง เช่น module แสดงคำพยากรณ์ (ดูดวง) หรือ module ข่าวซุบซิบดารา เป็นต้น

หากเพื่อนๆต้องการจะเพิ่ม module ใดเข้าไปใน Lens ก็ให้คลิก Add ด้านหลังชื่อ module ที่ต้องการ

อ่านเพิ่มเติม

Tag : วิธีใช้งาน Module ต่างๆใน Squidoo , Thaiblog

Saturday, May 24, 2008

Top 1 in yahoo Serch Enging

Top 1 in yahoo Serch Enging

วันนี้ มีเรื่อง มา "โม้" เพราะ บล็อก ตัวหนึ่งที่ ปลุกปล้ำกันมาเป็นเวลา 8 เดือน

ขึ้นอันดับ 1 ที่ yahoo search engine ในหลายๆ keyword

เป็นปรากฎการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่ก็ไม่รู้หรอกนะ ว่า เพราะอะไร บ้าง

เอาเป็นว่า จะ List รายการที่ ทำให้ฟังละกัน

1. up blog ประจำ สม่ำเสมอ
2. สร้าง แค่ Link Structure
3. Bookmark ทำบ้าง แต่ น้อยยิ่งกว่าน้อย
4. ไม่ได้ submit ที่ไหนเลย

อ่ะแฮ่ม ทำแค่นี้ จริงๆนะ แต่ที่ google อันดับ แกว่ง มากๆ ไม่เข้าใจ

ถ้า ได้อันดับ 1 ที่ google เมื่อไหร่ จะมา "โม้" อีกรอบ นะ

Tag : Top 1 in yahoo Serch Enging , SEO

Wednesday, May 14, 2008

Squidoo สุดยอดเครื่องมือปั่นอันดับเว็บไซต์ใน Search Engine

สวัสดีครับเพื่อนๆ

เพื่อนๆรู้จัก Squidoo หรือเปล่าครับ?

Squidoo

ไม่แปลกหรอกครับที่ชาว SEO ไทยจะยังไม่ค่อยรู้จักเจ้าปลาหมึกตาเดียวตัวนี้ แต่สำหรับชาวต่างชาติแล้ว Squidoo เปรียบเสมือนเครื่องมือสุดทรงพลัง ที่จะช่วยสร้างเว็บไซต์ให้พวกเขาและติดอันดับใน search engine อย่างรวดเร็ว แถมอยู่ในอันดับต้นๆด้วย keyword ธรรมด๊าธรรมดาอีกด้วย!

Squidoo คืออะไร?

Squidoo ก็คือเว็บที่อนุญาติให้เราโพส อะไรก็ได้ ตามชอบ ไม่ว่าจะเป็น บทความ รูป เพลง คลิปวีดีโอ หรือแม้แต่ของใต้ดินอย่าง รูปนู๊ด โป๊ เปลือย ฯลฯ

ทุกๆสิ่งที่เราโพส จะถูกเก็บรวมไว้ในเว็บเพจหน้าเดียวกัน โดยหน้าเพจดังกล่าวเรียกว่า "Lens" และเจ้า Lens นี่แหละคือสิ่งที่จะช่วยให้เพื่อนๆครองอันดับใน search engine อย่าง Google ได้อย่างไม่เป็นรองใคร!

อ่านต่อ

Friday, February 22, 2008

ศัพท์ SEO

Hidden Text คือ การซ่อนข้อความ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การทำสีตัวอักษรกับสีพื้นหลังเป็นสีเดียวกัน

Hidden Links คือ การซ่อนลิงค์ ไม่ให้เห็นโดยมนุษย์แต่สามารถเห็นได้โดย Robot ของ Search Engine เช่น การใช้ style=”display:none” ครอบแท็กของ Hyperlinks

Spam Keyword คือ การทำหน้าเว็บที่มีแต่ Keyword มากมาย

Duplicate Content คือ การคัดลอกหน้าเว็บให้เหมือนกัน เพื่อเพิ่มจำนวนหน้าของเว็บแบบไม่มีคุณภาพ

Doorway คือ การส่ง Robot ของ Search Engine ไปในหน้าที่มีแต่ Keyword ก่อนแสดงผลหน้าเว็บที่มีเนื้อหา

Cloaking คือ การทำหน้าเว็บที่แสดงผลแตกต่างกัน เมื่อถูกเรียกโดย Robot ของ Search Engine และผู้เข้าชมเว็บทั่ว ๆ ไป (แสดงผลให้คนอย่างหนึ่ง ให้บอทอย่างหนึ่ง)
Sneaky Redirects คือ การเปลี่ยนการแสดงผลจากหน้าหนึ่ง ไปอีกหน้าหนึ่งอย่างรวดเร็ว

Monday, February 11, 2008

การตรวจสอบจำนวน Page Index

เราสามารถตรวจสอบจำนวนหน้าเว็บหรือ Blog ที่ถูกเก็บไว้ในฐานข้อมูลของ Search Engine
ด้วยวิธีง่ายๆ คือ
ที่ช่องสำหรับใส่คำค้นหา ให้พิมพ์

site:<ชื่อเว็บไซท์ที่ต้องการตรวจสอบ>

คำสั่งนี้ใช้ได้เฉพาะที่ Google กับ Yahoo ครับ ส่วน MSN ใช้ไม่ได้

จำนวน Page Index จะมากขึ้นเรื่อยๆ ตามการ update ข้อมูลใน Blog ของเรา
ยิ่งจำนวน Page Index มีมาก ก็จะมีช่องทางในการเข้าถึง Blog ของเราได้มากยิ่งขึ้น

เพราะฉะนั้น ก็ขยันๆ Up Blog กันหน่อยนะคะ

Tag : การตรวจสอบจำนวน Page Index

Wednesday, January 9, 2008

SEO คือ อะไร

Search Engine Optimization หรือ SEO คือ กระบวนการทำให้เว็บไซต์ที่พัฒนาขึ้น สามารถค้นหาเจอจาก Search Engines ต่างๆ เช่น Google Yahoo หรือ Live (MSN) ให้สามารถแสดงผลลัพธ์จากการค้นหาอยู่ในอันดับดี (อันดับดี หมายถึง เมื่อค้นหาจากคำค้นแล้ว เจอเว็บของเราก่อนเว็บคนอื่น) ซึ่งในปัจจุบันเป็นกลยุทธ์ทางการตลาด ที่มีประสิทธิภาพมาก ใช้ต้นทุนที่ต่ำ แต่ให้ผลกำไรสูง

การทำ SEO นั้นมีเทคนิคและวิธีการต่างๆ มากมาย โดยต้องเรียนรู้อัลกอลิธึ่มของ Search Engines แต่ละค่าย ซึ่งโดยปกติอัลกอลิธึ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทำให้การศึกษาด้าน SEO นั้นต้องมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำการเปลี่ยนแปลง มาประยุกต์ใช้กับเว็บที่พัฒนา ให้สามารถดำรงอยู่ในเส้นทางสาย SEO ได้ตลอดไป

Tag : SEO คือ อะไร

Sunday, January 6, 2008

การทำ SEO

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization ซึ่งมีความหมายโดยย่อว่า การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับดีๆใน Search Engine (SE)

ทำไมต้องติดอันดับ?

80% ของผู้ใช้อินเตอร์เน็ต รู้จักเว็บไซต์ต่างๆผ่านทาง Search Engine และเมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตใส่คำค้นหา (keyword) ลงในช่อง search ของ SE และกดค้นหา ระบบก็จะแสดงเว็บเพจที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหานั้น และแน่นอนว่า เว็บไซต์ที่อยู่อันดับแรกสุด และมีเนื้อหาตรงใจของผู้ค้นหาที่สุด จะถูกคลิก เป็นอันดับแรก

ปัจจัยเบื้องต้นในการทำ SEO
- ใส่ title tag โดยเรียงลำดับให้ keyword ที่ตรงกับเนื้อหาที่สุดอยู่ช่วงต้นของประโยค และใช้ข้อความที่ดึงดูดให้น่าเข้ามาชม
- เขียน description โดยให้มี keyword หลักใน title tag เป็นส่วนประกอบ
- จดโดเมน ใช้ชื่อสั้น อ่านได้เป็นคำ และถ้าเป็นไปได้ ให้จดโดยมี keyword อย่างน้อย 1 คำอยู่ในชื่อโดเมนด้วย

Tag : การทำ SEO

Friday, December 7, 2007

10 เทคนิคการสร้าง Link Popularity ให้กับบล็อก

การเพิ่มจำนวน Link Popularity เป็นอีกวิธีหนึ่งในกระบวนการทำ SEO ให้กับบล็อกของคุณ นอกเหนือจากการเพิ่ม Link Popularity แล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาส ที่คนจะเข้ามาอ่านบล็อกของคุณมากขึ้นด้วย เพราะเป็นการเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงบล็อก ลองดู 10 เทคนิคการสร้าง Link Popularity ให้กับบล็อกของคุณกันดูดีกว่าครับ รับรองว่าสิ่งเหล่านี้ สามารถทำได้ง่าย ๆ ไม่ยากเลยครับ

1. Link ไปหาบล็อกอื่น
วิธีที่ง่ายที่สุด ก็คือทำ link ไปหาบล็อกอื่น ๆ ที่คุณสนใจก่อนเลย นักเขียนบล็อกหลาย ๆ ท่านมักะใจจดใจจ่อ อยู่ตลอดอยู่แล้วว่า จะมีใครทำ link มาหาบ้าง เมื่อคุณลิงค์ไปหาเค้าก่อน คุณก็อาจจะได้เป็นจุดสนใจ ทำให้เจ้าของบล็อกนั้น ๆ รู้จักบล็อกของคุณ คราวนี้แหละครับ ถ้าบล็อกเราดีจริง เค้าก็คงไม่รังเกียจที่จะทำ link มาหาเราแน่นอนครับ หรือถ้าให้ชัวร์ หลังจากที่คุณทำลิงค์ไปหาบล็อกอื่นแล้ว ลองเมล์ไปบอกเจ้าของบล็อกเค้าด้วยก็ดีครับ ว่าเราทำลิงค์ไปหาแล้วนะครับ

2. ไป Comment ที่บล็อกคนอื่นบ้าง
เวลาเราไปอ่านบล็อกคนอื่น ก็ไปเขียนคอมเม้นต์ไว้บ้างนะครับ มีคำแนะนำนิดนึงว่า อย่าไป spam comment เค้านะครับ เพราะขนาดเราเองยังรำคาญเวลามีคนมา spam comment ของเรา ใจเขาใจเราครับ ( เพิ่มเติมครับ ตอนนี้ในส่วน comment ของระบบ blog อย่าง wordpress มักจะมีแท็ก no follow ครอบอยู่ ทำให้ไม่สามารถช่วยในเรื่อง link popularity ได้แล้วนะครับ คงได้ประโยชน์คือให้เจ้าของบล็อก รู้จักบล็อกเราเท่านั้ัน)

3. Submit บล็อกเข้าสู่ Search Engine ต่าง ๆ
ข้อนี้ต้องขยันนิดนึง เพราะคุณต้อง submit บล็อกของเราเข้าสู่ Search Engine ต่าง ๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ ข้อได้เปรียบของบล็อกก็คือ คุณสามารถโปรโมทบล็อกไปสู่ search engine ของเว็บได้ และยังโปรโมทไปสู่ search engine เฉพาะทางเช่นพวก Blog Search Engine ได้อีกด้วย

4. ออกแบบบล็อกให้ดูดีสวยงาม
ถ้าคุณออกแบบบล็อกให้สวย ๆ หรือมีดีไซน์ที่โดดเด่นสะดุดตา คุณก็มีโอกาสที่จะโปรโมทเว็บของคุณที่ Rookienet หรือเว็บที่พูดคุยถึงเรื่องการดีไซน์เว็บ เป็นต้น

5. ใช้ CSS ในการออกแบบบล็อก
หากดีไซน์สวยแล้ว ยิ่งใช้ css ในการ coding เข้าไปอีก โอกาสยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นทวีคูณ เพราะคุณจะมีโอกาสได้โปรโมทไปสู่ระดับโลก เช่นเว็บ CSSvault ซึ่งถ้าคุณออกแบบสวยและใช้ CSS คุณก็สามารถส่งบล็อกของคุณ เข้าไปให้เค้าพิจารณาได้

6. ทำ Tag ไปหา technorati
บล็อกเสิร์ชเอนจิ้นชื่อดังอย่าง Technorati นั้นมี pagerank ที่สูงทีเดียว ยิ่งถ้าแต่ละบทความของคุณ มีการใส่ tag ไปแจ้ง technorati ไว้ เราจะได้ผลสองทางคือ ทางตรง ได้ไปอยู่ใน technorati directory และ ทางอ้อม คือ bot ของ search engine ต่าง ๆ จะวิ่งต่อจาก technorati มาเก็บข้อมูลในบล็อกของเราด้วย

7. ทำ signature ตอนตอบกระทู้ใน Web Board
เวลาไปตอบกระทู้ในเว็บบอร์ดต่าง ๆ ก็อย่าลืมตั้งค่า signature ให้ลิงค์มาที่บล็อกของคุณด้วย คำแนะนำคือ ตอบกระทู้ในสิ่งที่คุณตอบได้ อย่า spam เว็บบอร์ด ให้ตอบในเรื่องที่เรารู้จริง จะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้บล็อกของเราได้อีกด้วย ลองแวะไปที่เว็บบอร์ดสำหรับชาวบล็อกอย่าง Blogger Talk ก่อนได้

8. ใช้ Social Bookmark
ในยุค web 2.0 อย่างตอนนี้ ลองใช้ประโยชน์จากเว็บพวก social bookmark ให้เกิดประโยชน์ ถ้าบทความในบล็อกของเรา ได้ไป link อยู่ในเว็บเหล่านี้ จะเป็นการเพิ่ม traffic และเพิ่ม link popularity ไปในตัว ลองดูเว็บอย่าง del.icio.us หรือ digg แต่ถ้าหากเป็นของไทย ลองแวะไปที่ Zickr

9. Ping ไปที่ Blog Search Engine
ถ้าระบบบล็อกของคุณเป็นโปรแกรมอย่างพวก WordPress หรือ MovableType คุณก็จะสามารถตั้งค่าของโปรแกรมให้ทำการ ping บทความหรือบล็อกของคุณ เข้าสู่ Blog Search Engine ในทุก ๆ ครั้งที่คุณอัพเดทบล็อกโดยอัตโนมัติ ลองดู ping list ที่นี่ดูครับ หรือถ้าหากใครตั้งค่า ping ไม่เป็น ลองดูวิธีที่ผมเคยเขียน วิธีการ ping ของ WordPress ไว้นะครับ

10. เขียนบทความให้เว็บอื่นหรือบล็อกอื่นๆ
หลายแห่งเปิดให้เราได้แสดงความสามารถ หรือเขียนบทความที่มีประโยชน์ ต่อกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์ หรือบล็อกของเค้า และส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเราเขียนเรื่องส่งไป เราจะได้ credit เล็ก ๆ ก็คือ link กลับมาหาบล็อกของเรา

ข้อมูลดีๆ จาก http://www.keng.com/2006/11/21/10-tips-to-increase-a-link-popularity-for-your-blog/

Saturday, November 24, 2007

Page rank หรือ PR คืออะไร

1. Google PageRank คืออะไร ?
PR หรือ Page Rank คือ วิธีการจัดลำดับความสำคัญเว็บเพจทั่วโลก จาก Google โดยให้ชื่อว่า Google Page Rank การวัดค่าการจัดลำดับความสำคัญนี้ Google ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ 0 ถึง 10 ยิ่งตัวเลขสูงเท่าไหร่ ค่า Page Rank หรือ PR จะยิ่งสูงเท่านั้น และเป็นเหตุให้ได้รับการจัดลำดับที่ดีกว่าจาก Google.

***หัวใจ ของ Page Rank คือ แลกลิงค์กับเว็บไซต์อื่นๆ ให้มาก และถ้าเป็นเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเว็บเรา และ เป็นเว็บที่มีค่า PR สูง ยิ่งทำให้เว็บไซต์เรามีค่า PR สูงขึ้นด้วย

2. Google คำนวณค่า PR อย่างไร ?

ค่า PR ถูกคำนวณ โดยจำนวนลิงก์ของเว็บไซต์อื่นๆ ที่เชื่อมลิงก์มายังเว็บไซต์ของคุณ (Inbound Link) ทั้งนี้คำนึงถึงคุณภาพ (คุณภาพของลิงก์หมายถึง เว็บเพจที่ลิงก์มาหาคุณมีความเกี่ยวข้องและเกี่ยวเนื่องกับเนื้อหาในเว็บไซต์ของคุณ ) และค่า PR ของเว็บไซต์ที่ลิงก์มายังเว็บไซต์คุณด้วย ยิ่งเว็บไซต์ที่ลิงก์มาหาคุณมี PR สูงๆ ค่า PR ของเว็บคุณก็มีแนวโน้มที่จะสูงตามไปด้วย ค่า PageRank นั้นใช้วิธีการเดียวกับระบบการโหวต หนึ่งลิงก์ที่เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ของคุณ ยิ่งมีค่า PR สูงเท่าใด Google ยิ่งเห็นความสำคัญของเว็บเพจนั้นๆมากยิ่งขึ้น และหากมีลิงก์มาจำนวนมากลิงก์มายังเว็บไซต์คุณ ค่า PR เว็บคุณก็จะสูงขึ้นตามไปด้วย

3. ทำอย่างไรถึงจะได้ค่า PR เพิ่มขึ้น ?
ค่า PR นั้นจะเพิ่มขึ้นได้ในแต่ละขั้นจาก 1 ไป 2 , จาก 2 ไป 3,... , จาก 9 ไป 10 นั้น มีกฏเกณฑ์ที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน แต่ไม่ได้เป็นลักษณะเช่น คุณมีเว็บที่เชื่อมโยงลิงก์มาหาเว็บไซต์ คุณจาก 50 inbound link เป็น 100 inbound link (เพิ่มขึ้น 50 หน่วย) เว็บเพจนั้นๆอาจมีค่า PR เพิ่มขึ้นจาก 2 เป็น PR 3 แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ค่า PR 3 จะปรับเพิ่มขึ้นเป็น PR 4 โดย ที่คุณมี inbound link เพิ่มจาก 100 เป็น 150 (เพิ่มขึ้น 50 หน่วย) เสมอไป อาจต้องมี inbound link เพิ่มขึ้นถึง 200 หน่วย ค่า PR ถึงจะเพิ่มขึ้นก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นในค่า PR ในแต่ละขั้นนั้น เป็นสิ่งที่ต้องอาศัยความรู้ ความพยายามเป็นอย่างมาก

4. การเพิ่มหน้าเว็บเพจที่มีเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ส่งผลให้ค่า PR เพิ่มขึ้นหรือไม่ ?

คำตอบคือไม่ อย่างที่ได้กล่าวไปแล้วคือ หากคุณสามารถทำให้มีเว็บลิงก์มายังเว็บคุณได้มากขึ้นเท่าไหร่ PR ของเว็บคุณก็จะสูงมากขึ้นตามลำดับ แต่ทั้งนี้หากคุณนำเสนอเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ในเว็บเพจนั้นๆ นั่นหมายความว่า คุณอาจได้รับการขอแลกลิงก์จากเว็บมาสเตอร์คนอื่นๆมายังเว็บไซต์คุณก็เป็นได้ ซึ่งเท่ากับเพิ่มจำนวนลิงก์ให้มากขึ้นในที่สุด

ดูค่า Page rank กันดีกว่า

Wednesday, November 14, 2007

Mass Keyword VS Niche Keyword

Mass Keyword VS Niche Keyword

โดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
http://www.trawut.com-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-=-

ในการทำโฆษณาสินค้าใน Amazon นั้น เราทุกคนทราบกันดีอยู่แล้วว่า สามารถแบ่งวิธีการทำโฆษณา/ หา Keywords ออกได้เป็น 2 แบบ ก็คือ

1. โฆษณาแบบ Mass คือ การทำโฆษณาตัวเว็บไซต์ Amazon.com เลย เพื่อให้คนเข้ามาซื้อสินค้ากันในเว็บไซต์ จะเป็นสินค้าอะไร ยี่ห้ออะไรก็ได้ ซึ่ง Keywords ที่ใช้ก็เช่น online shopping, buying gift เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็น Keywords กลางๆ ที่เรียกให้คนเข้าเว็บไซต์มากๆ

2. โฆษณาแบบ Niche คือ การทำโฆษณาสินค้าเฉพาะบางอย่าง หรือ บางประเภทใน Amazon เพื่อให้คนที่สนใจสินค้าจริงๆ เจาะจงเข้ามาใน Amazon เพื่อซื้อสินค้าที่เราทำโฆษณาอยู่เลย ซึ่ง Keywords ที่ใช้ ก็จะเป็นประมาณ sony digital camera, Samsung hdtv เป็นต้น ซึ่งจะเห็นว่าเป็น Keywords ที่มีการะบุชื่อรุ่น หรือ ชื่อสินค้า ชัดเจนมากขึ้น

หรือสำหรับใครหลายๆคน อาจจะมีแยกแบบที่ 3 ออกมาด้วย ก็ได้คือ

3. โฆษณาแบบ Nass คือ การทำโฆษณาสินค้าชนิดต่างๆใน Amazon โดยไม่ได้มีการระบุลงลึกไปมากเท่าไหร่ เหมือนกับเน้นให้คนที่สนใจสินค้าชนิดนั้นๆ เข้ามาเลือกดูสินค้าแต่ละยี่ห้อ และตัดสินใจซื้อ สินค้าที่ดีที่สุดให้ตนเอง ซึ่ง Keywords ที่คนนำมาใช้โฆษณาแบบ Nass นี้ เช่น hdtv on sale, classic electric guitar, wedding diamond rings เป็นต้น

ซึ่งการโฆษณาแบบ Nass นี้ บางคนก็จัดให้อยู่ในประเภทเดียวกับ Mass บางคน ก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกับ Niche แล้วแต่ใครเห็นว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าการโฆษณาแบบ Nass นี้ ก็คล้ายกับเป็นการนำคนจำนวนมากเข้ามาในเว็บไซต์ ด้วยความสนใจในสินค้าบางอย่าง แต่หลายๆครั้ง คนที่เข้ามาก็ไม่ได้ซื้อสินค้านั้นๆ กลับไปซื้อสินค้าอื่นแทน เหมือนเป็นลูกผสมระหว่าง Mass กับ Niche นั่นเอง

(เพื่อความสะดวก ผมก็ขอพูดถึงการโฆษณาแค่ 2 ประเภทนะครับ คือ แบบ Mass กับ แบบ Niche ส่วนแบบ Nass นั้น เพื่อนๆก็ไปตัดสินใจเอาเองนะครับว่า ต้องการนำเข้าไปรวมกับแบบใด)

เวลาใดก็ตามที่มีทางเดิน 2 ทางให้เราเลือก เราจะรู้สึกขึ้นมาทันทีว่า ต้องมีทางใดทางหนึ่งที่ดีกว่าอีกทาง ทำให้หลายๆคนคงเคยสงสัยว่า ตนเองควรจะทำโฆษณาแบบ Mass หรือแบบ Niche จะดีกว่ากัน อันไหนจะให้รายได้ที่ดีกว่า

คำตอบจากผมง่ายๆครับ คือ ลองทำและวัดผลดูทั้ง 2 แบบ เพราะตราบเท่าที่เรายังไม่เคยทดลองทำ เราจะไม่มีทางรู้ผลลัพธ์ได้เลยว่า อะไรดีกว่ากัน

และผมว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ขึ้นกับบุคคลอีกด้วยครับ เพราะว่า กรรมเก่าของแต่ละคนไม่เท่ากัน (ประสบการณ์ ความถนัด ความชอบ ความคุ้นเคย และอื่นๆ) ทำให้บางคนอาจจะถนัดและทำเงินจากแบบ Mass ได้มากกว่าแบบ Niche ในขณะที่บางคนทำโฆษณา Mass แทบตายไม่เคยได้เงิน แต่พอย้ายไปทำแบบ Niche ปุ๊บ ได้เงินปั๊บ

ผมก็ขอให้คำแนะนำในการเลือกโฆษณาทั้ง 2 แบบ ไว้ดังนี้ครับ

1. ถ้าหากเป็นไปได้ ควรทำโฆษณาทั้ง 2 แบบ

เพราะว่าระดับค่าคอมมิสชั่นใน Amazon จะเป็นแบบขั้นบันได ยิ่งเราขายสินค้าได้มากชิ้น ค่าคอมมิสชั่นเราก็จะเพิ่มไปด้วย เช่น เมื่อเราขายได้เกิน 630 ชิ้น เราจะได้ค่าคอมมิสชั่นถึง 8%

ดังนั้นเราควรจะทำโฆษณาแบบ Mass เพื่อให้ยอดสินค้าของเรามีมากๆในแต่ละเดือน เพื่อให้ค่าคอมมิสชั่นที่เราได้จากการทำโฆษณาแบบ Niche นั้น เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยกัน ก็จะเป็นวิธีการสร้างรายได้เพิ่มให้กับเราโดยอัตโนมัติครับ

2. โฆษณาแบบ Niche เฉพาะสินค้าที่มีราคาแพงๆ

เพราะว่า ยิ่งสินค้ามีราคาแพง เราก็จะได้รับค่าคอมมิสชั่นสูงไปด้วย จะทำให้เราสามารถเพิ่มค่า bid ใน PPC ต่างๆมากขึ้นไปได้อีก ก็จะทำให้เราโฆษณาอยู่เหนือกว่าคนอื่นๆได้อีกหน่อย

และที่สำคัญการโฆษณาแบบ Niche นั้น สร้างความยุ่งยากให้กับเรามากกว่าแบบ Mass เพราะเราต้องศึกษารายละเอียดของสินค้า และนำมาเขียนโฆษณาให้ดี ดังนั้น เมื่อเราจะเหนื่อยมากขึ้น ค่าตอบแทนที่ได้รับกลับมา ก็ควรจะคุ้มค่าเหนื่อยเช่นกัน

3. อย่าลืมใช้ Landing Page ที่เหมาะสมในการโฆษณาแบบ Niche

เพราะในการโฆษณาแบบ Niche เราใช้ Keywords และ Ads ที่เจาะจงมากๆ ดังนั้น เราจึงควรส่งลูกค้าทุกคนไปยังหน้าสินค้าที่เค้ากำลังค้นหาอยู่ทันที ซึ่งจะทำให้ค่า Conversion Rate ของเราสูงขึ้นได้ครับ

4. โฆษณา Mass หนักๆในช่วง Seasonal

ในช่วงหน้าเทศกาลต่างๆที่คนจำเป็นต้องซื้อของขวัญ เพื่อมอบให้กับคนอื่นๆ เช่น ช่วงปีใหม่เป็นต้น เราควรจะเร่งทำโฆษณาแบบ Mass เพราะว่า คนจำนวนมากเหล่านี้ ยังไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรเป็นของขวัญดี ทำให้หลายๆคนเข้ามาเว็บไซต์ Amazon แล้ว จึงค่อยๆคิด ว่าจะไปซื้อของขวัญอะไรดี และสุดท้ายก็เลือกซื้อของบางอย่างใน Amazon ไปเป็นของขวัญนั่นเอง

5. การเขียนข้อความโฆษณา

การเขียนข้อความโฆษณาแบบ Mass คงไม่มีอะไรมาก แต่สิ่งหนึ่งที่แนะนำให้เขียนไว้เลย คือ ชื่อแบรนด์ Amazon.com รวมทั้งการเขียนว่า สามารถซื้อของได้ในราคาถูก หรือ ถูกทุกอย่างที่คุณซื้อ ประมาณนี้ จะช่วยเรียกคนให้คลิกได้มาก

ส่วนการเขียนโฆษณาแบบ Niche นั้น ก็ควรจะมี ยี่ห้อ หรือมีชื่อแบรนด์ของสินค้าที่เราทำโฆษณาใส่ลงไปด้วย รวมทั้งมีการเขียน Display URL เป็น directory ต่างตามประเภทสินค้า เช่น amazon.com/music เป็นต้น ก็จะช่วยให้ข้อความโฆษณาดูน่าสนใจมากขึ้น

6. ดูรายการสินค้าขายดีจากแบบ Mass มาแยกทำโฆษณาแบบ Niche

อย่าลืมว่าทาง Amazon จะแสดงรายการสินค้าที่เราขายได้ขึ้นมาใน Earning Report และ Order Report ด้วย ดังนั้นเมื่อเราทำโฆษณาแบบ Mass ที่มีคนซื้อสินค้าเยอะๆ เราอาจจะเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้น เพื่อดูว่า คนซื้อสินค้าอะไรมากเป็นพิเศษ จากนั้นก็ให้ลองทำโฆษณาสินค้ารุ่นนั้น ยี่ห้อนั้นแบบ Niche ดูครับ

7. Bid ต่ำๆในการโฆษณาแบบ Mass

การโฆษณาแบบ Mass นั้น จะมีคนซื้อสินค้ามากก็จริงอยู่ แต่ว่าสินค้าที่คนซื้อส่วนใหญ่ จะเป็นสินค้าที่มีราคาค่อนข้างถูก ทำให้ค่าคอมมิสชั่นเราก็น้อยไปด้วย ดังนั้นถ้าหากเป็นไปได้ ควรจะทำโฆษณาเฉพาะใน Mass Keywords ที่มีราคาถูกๆ (ไม่ควรเกิน $0.3) ก็จะทำให้เรามีโอกาสได้กำไรมากขึ้น

และสิ่งสุดท้ายที่ต้องการฝากไว้คือ อย่าลืมทำการวัดผลโฆษณาควบคู่กันไปด้วยเสมอ เพราะนั่นจะเป็นหนทางที่ทำให้เรา สามารถปรับปรุงโฆษณาให้ดีขึ้น ให้สามารถทำกำไรกลับมาได้ในอนาคตครับ

-
บทความโดย ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์
ผู้แต่งหนังสือ Google Make Me Rich และคอลัมนิสต์ของ FF Magazine

Wednesday, October 31, 2007

How to index in 24 hour and no de-index!

1.โปรโมทเว็บใหม่ อย่าเพิ่งเพิ่ม BL อย่างฮวบฮาบ จะกลายเป็นเว็บที่ spam
2.ท่านว่า ให้อ้างจาก เว็บที่ Pagerank สูง นอกจากจะ index เร็ว แล้วโอกาสไปได้สวย เช่น จาก PR6 ลิงค์มาท่าน ก็จะได้รับการพิจารณา index ใน เร็วพลัน แต่ อย่างไรก็แล้วแต่ ยังสามารถมีการ de-index ได้ตลอดเวลา การเพิ่ม BL เร็ว ไม่สัมพันธ์กับจำนวนหน้าและคุณภาพของเว็บ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ควรเอาหน้าอื่น ๆของเว็บไปแขวนไว้ในเว็บโดเมนอื่นๆก่อนหลายๆหน้า แล้วก้ออยู่นิ่งๆ รอ ห้ามเพิ่ม BL อีก
3.ห้าม addURL ใน Google ให้ถอยห่าง ให้มันเก็บหน้าจากการตามลิงค์เข้ามา
4.รอจนกว่าพ้น 1 เดือน และเว็บท่านมีหน้าที่เก็บสักยี่สิบ หน้า ค่อยแตะคันเร่งเพิ่มลิงค์เข้าแบบ exponential จาก 1-10-50-150-500 อาทิตย์ละครั้งคร่าวๆนะ คราวนี้ ขึ้นกะฝีมือการ submit directory และการแขวนเว็บ ห้ามใช้โปรแกรมสำเร็จ เพราะไม่แน่นอนเป็นอย่างยิ่ง
5.ทำเว็บใหม่ ท่านว่าควรให้เว็บมีจำนวนหน้าสัก 40-50 หน้า และโปรโมทแบบลิงค์เข้าหน้าย่อยด้วย จะได้ผลดีสุด
6.โปรโมทที่ไหนบ้าง แน่นอน อย่าโดเมนเดียวให้คละเคล้ากันไป